นอกเหนือจาก 5 ประเทศที่ถูกเพิ่มเข้าไปใหม่ดังกล่าว อีก 12 ประเทศที่เหลือได้แก่ โบลิเวีย คิวบา เอธิโอเปีย อิหร่าน เคนยา พม่า ไนจีเรีย เกาหลีเหนือ เซาตูเมและปรินซิปี ศรีลังกา ซีเรีย และตุรกี นายริค แมคโดเนล เลขาธิการเอฟเอทีเอฟ กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่กรุงปารีสว่า ที่ประชุมพิจารณาในแง่การนำมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการสกัดกั้นการฟอก เงินไปปฏิบัติเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศที่ปรากฏชื่ออยู่ในบัญชีดำก็เนื่องจากว่าไม่ได้มีการนำมาตรฐานดัง กล่าวไปปฏิบัติ
ในวันเดียวกันนั้น เอฟเอทีเอฟ ยังได้เพิ่มความพยายามอีกระดับเกี่ยวกับการป้องกันการฟอกเงินและการให้เงิน สนับสนุนการก่อการร้าย โดยมีการเสนอแนะให้รวมเอาการกระทำผิดด้านภาษี (tax crimes) เข้ามาไว้เป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการฟอกเงินด้วย แถลงการณ์ของเอฟเอทีเอฟระบุว่า คณะทำงานยังได้พิจารณาทบทวนข้อเสนอแนะที่จะยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ ประเทศสมาชิก ซึ่งข้อเสนอแนะดังกล่าวคือการให้มีกรอบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการป้องกัน และรับมือกับอาชญากรรมทางการเงินและยังได้ระบุถึงภัยคุกคามระบบการเงิน ระหว่างประเทศที่มาในรูปแบบใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังเสนอแนะให้เพิ่มประสิทธิภาพความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การร่วมมือในการติดตามตรวจสอบและไต่สวนคดี การแกะรอย การอายัดและการยึดสินทรัพย์ที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น
เอฟเอทีเอฟเป็นองค์กรกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการฟอกเงินและ การสนับสนุนทางการเงินแก่ขบวนการก่อการร้าย มาตรฐานดังกล่าวแม้ไม่มีเงื่อนไขผูกพัน แต่ก็มีการนำมาใช้โดยรัฐบาล 180 ประเทศทั่วโลก นายจิอานคาร์โล เดล บูฟาโล ประธานเอฟเอทีเอฟ เปิดเผยว่า การพิจารณาทบทวนแนวทางการปฏิบัติสำหรับรัฐบาลประเทศสมาชิกเป็นผลจากการได้ รับข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาทั้งจากภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา "มูลค่าการฟอกเงินและอาชญากรรมร้ายแรงที่เกี่ยวเนื่องกับการฟอกเงินนั้น มหาศาลมาก ตัวเลขโดยประเมินน่าจะอยู่ที่ระหว่าง 2-5% ของจีดีพีโลก การนำข้อเสนอแนะใหม่นี้ไปปฏิบัติจะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศ ต่างๆ จัดการกับปัญหาการฟอกเงินและการสนับสนุนการก่อการร้ายในทุกระดับได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศนั้นๆ ต่อพันธกิจในการต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้" ประธานเอฟเอทีเอฟกล่าว
ที่มา : http://thanonline.com





